วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

โรงเรียนอนุบาลพะเยา


ความอดทนทำให้ได้ชัยชนะ

 โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



               " คนที่ประสบความสำเร็จ มักไม่ย่อมเลิกล้มอะไรง่ายๆ แต่คนที่ประสบความล้มเหลวมักไม่ทำอะไรจริงจัง "

               นี่คือความแตกต่างระหว่างผู้ประสบความสำเร็จกับผู้ที่ประสบความล้มเหลว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าใครมีความอดทนมากกว่ากัน

              คุณสมบัติข้อนี้ นักบริหาร นักธุรกิจ นักการเมือง หรือผู้ใดก็ตาม ถ้ามีไว้เป็นคุณสมบัติส่วนตัว เชื่อแน่ว่าสามารถเอาชนะได้ทุกสนาม เพราะทุกสนามที่มีการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นสนามการแข่งขันทางธุรกิจ สนามการแข่งขันทางการเมือง ชีวิตส่วนตัว ล้วนต้องการบุคคลที่มีความอดทนเป็นเลิศด้วยกันทั้งนั้น

             นักมวยต่อสู้กันบนเวที ชกกันแลกหมัดกัน ถ้าถามว่า " เจ็บไหม " ทุกคนก็ต้องตอบว่า " เจ็บซิ "

             ก็เป็นคนนี่ เป็นสิ่งที่มีชีวิต แต่ถ้าว่าถ้าเจ็บแล้ว ทำไมไม่ย่อมแพ้ คำตอบก็คือ ต้องการชัยชนะ ฉะนั้นการแข่งขันทุกประเภท ก็เหมือนกับการแข่งขันชกมวย คือต้องมีผู้แพ้ มีผู้ชนะ แต่ใครจะเป็นผู้ชนะก็ต้องอดทนมากกว่าคนอื่นๆ ฝึกซ้อมมากกว่าคนอื่นๆ

            กระผมเคยอยู่วงการกีฬามาก่อน จึงรู้ว่า การฝึกฝน การฝึกซ้อมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักกีฬา เช่น นักวิ่ง กว่าจะวิ่งแข่งขัน เอาเหรียญหรือเอาถ้วยได้ ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนมาเป็นเวลายาวนานไม่ใช่พรุ่งนี้แข่งขัน วันนี้มาฝึกซ้อม อย่างนี้คงไม่มีวันชนะแน่ และการฝึกซ้อมก็ต้องซ้อมวิ่งเป็นพันๆ หมื่นๆเที่ยว ใช้เวลาเป็นปีๆ จึงจะสามารถทำลายสถิติได้ เช่นกัน นักมวยก็ต้องฝึกซ้อมเป็นร้อยๆ ยก เพื่อการชกแข่งขันเพื่อแค่ วันเดียว บางครั้งใช้เวลาในการแข่งขันเพียงแค่ ยกเดียว

           นักบริหารก็เช่นกัน ถ้าท่านอยากประสบความสำเร็จ ท่านก็ต้องฝึกฝน ฝึกซ้อม และอดทน เพื่อรอวันจะชนะ เพราะบางคนทำงานกว่าจะได้เป็นนักบริหาร ก็ต้องใช้เวลาเป็น 10-20 ปี ระยะเวลา 10-20 ปี ถ้าเปรียบเทียบกับนักกีฬา ก็คือการฝึกซ้อมนั้นเอง

          การอดทนในการรอคอยความสำเร็จ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ยาก เป็นอย่างยิ่ง เพราะบางคนทำงานแค่ 1-2 ปี ก็อยากเป็นผู้บริหาร แต่พอเจ้าของกิจการไม่แต่งตั้ง ก็น้อยใจลาออก ความจริงถ้าอดทนรอคอยอีก 1-2 ปี โอกาสก็จะเป็นของตัวเอง ถึงแม้ไม่ได้เป็นก็สามารถรู้ระบบต่างๆ ขององค์กร แต่กลับลาออกไปเริ่มหางานใหม่ ซึ่งกว่าจะเรียนรู้งานใหม่ และปรับตัวก็ใช้เวลานานพอควร และถ้าที่ทำงานใหม่เกิดมีคนรอคอยที่จะเป็นผู้บริหารอีกเล่า เราไม่ต้องรอตายเลยหรือ

           ดังนั้นความสำเร็จหรือการต่อสู้ในโลกนี้ มีไว้สำหรับผู้ที่อดทนเท่านั้น ผู้ไม่อดทนย่อมไม่มีสิทธิ์ได้รับอะไรทั้งสิ้นส่วนวิธีการสร้างความอดทนนั้น พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ได้พูดไว้อย่างน่าฟังว่า

        " กฏเบื้องต้นของการต่อสู้นั้น จึงอยู่ที่ว่าจะสร้างลักษณะทนทานขึ้นในตัวเราก่อนอย่างอื่น ทนทานต่อความยากลำบาก ทนทานต่อความทุกข์ร้อน ทนทานตลอดถึงอารมณ์ที่จะทำให้กำลังต่อสู้ของเราเสียไป เช่นต้องไม่เป็นคนโกรธง่าย ท้อถอยง่าย ใจเสียง่าย เห็นเรื่องน้อยเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรามีลักษณะอย่างนี้อยู่ในตัว ให้เรารีบแก้ไขลักษณะของเราเสีย "

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว









วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จงสนุกกับการทำงาน(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


จงสนุกกับการทำงาน

 โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



            บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะเลือกงานที่ตัวเองทำแล้วสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง

           การเลือกอาชีพในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้น จะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา ดังนั้น การเลือกงานที่ชอบจึงสำคัญกว่าเลือกงานเพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ

          การเลือกอาชีพเพราะเห็นว่ามีความมั่นคง ถึงเลือกก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประสบความสำเร็จทำกัน

          เช่น งานราชการ ผมไม่ได้กล่าวว่างานราชการไม่ดี งานราชการมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังเช่นงานอื่นๆ แต่งานราชการบางครั้งก็ทำให้ศักยภาพของคนที่ต้องการประสบความสำเร็จด้อยลง เพราะเคยมีคนกล่าวว่า ถ้าจะทำงานราชการให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องยึดหลัก 3 ข้อ คือ

 1.เจ้านายไม่ผิด

2.ถ้าเจ้านายผิดก็ให้กลับไปดูข้อ 1. ใหม่

3.ห้ามทะเลาะกับเจ้านาย เพราะจะทำให้เกิดความหายนะ

          แต่ถ้าอยากทำงานในหน่วยงานราชการ บางหน่วยงานราชการให้ประสบความสำเร็จ (กระผมบอกว่าบางหน่วยงานราชการนะครับ) คนๆนั้น จะต้องมีลักษณะดังนี้

           สายโลหิต ศิษย์ข้างเคียง ส่งเสบียงหลังบ้าน กราบกรานสอพลอ ล่อไข่แดง คนนั้นจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

          สายโลหิต หมายถึง เรามีสายเลือดเดียวกันกับ เจ้านายหรือผู้บริหารคนนั้น อาจเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ญาติห่างๆ ฯลฯ

          ศิษย์ข้างเคียง หมายถึง เราเป็นลูกศิษย์ของเจ้านายหรือผู้บริหาร คนนั้น ทำให้เจ้านายหรือผู้บริหารเกิดความเอ็นดู รักชอบเรา มีอะไรก็เรียกใช้ เมื่อถึงเวลาพิจารณาเงินเดือนหรือตำแหน่ง มักจะได้มากกว่าหรือเลื่อนขั้นเร็วกว่า เพื่อนร่วมงาน

          ส่งเสบียงหลังบ้าน หมายถึง เราต้องเอาของขวัญหรือมีของฝากเนื่องในโอกาสต่างๆ ให้เจ้านายหรือผู้บริหาร แต่ถ้าเจ้านายหรือผู้บริหารไม่รับ เราก็ต้องแอบให้แก่ภรรยาหรือเมียเจ้านายหรือผู้บริหารแทนแล้วภรรยาหรือเมียเจ้านายก็จะพูดถึงเราในแง่ดี

          กราบกรานสอพลอ หมายถึง เราต้องพยายามประจบ สอพลอ เจ้านาย รู้จักพูด รู้จักชม เจ้านายหรือผู้บริหาร แต่เราต้องมีศิลปะในการพูด เพราะถ้าพูดผิดนิดหนึ่ง เขาอาจมองเราในแง่ไม่ดีได้เช่นกัน แล้วอาจเป็นภัยแก่ตัวเองได้

          ล่อไข่แดง หมายถึง เอาตัวเข้าแลก หรือ เอาผู้หญิงเข้าล่อ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน

         ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องวิเคราะห์ด้วยว่า เจ้านายหรือผู้บริหาร ของเรามีนิสัยหรือพฤติกรรมเช่นไรเราถึงตอบสนองถูก เช่น เจ้านายหรือผู้บริหารเป็นคนรักครอบครัว เราดันหาผู้หญิงให้นายหรือพยายามเอาตัวเข้าแลก

         ปรากฏว่าการกระทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำลายความก้าวหน้าของตนเอง

              การเลือกอาชีพ ตามกระแส คนบางคนอาจจะไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้ว่าตนต้องการอะไร เหมือนกับเด็กๆ เห็น ภราดร ศรีชาพันธ์ ตีเทนนิส ประสบความสำเร็จ บางคนก็อยากให้ลูกตีเทนนิส บางคนเห็น ไทเกอร์วูด ตีกอล์ฟ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ก็อยากให้ลูกเป็นนักกอล์ฟบ้าง แต่หารู้ไม่ว่า คนเรามีความสามารถแตกต่างกันไป เราไม่อาจเลียนแบบคนอื่นแล้วประสบความสำเร็จตามคนๆนั้นได้

             การเลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม บางคนซึ่งอาจเป็นคนส่วนใหญ่ก็ว่าได้ เลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม เห็นว่างานไหน มีตำแหน่งว่างก็สมัครไปก่อน เมื่อได้ทำแล้ว ก็ทำแบบสบายๆ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความสนุกในงาน เกิดอาการเบื่อหน่าย ดูสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของที่ทำงานก็เกิด อาการเซ็ง ถ้าเป็นอย่างนี้ กระผมขอแนะนำให้เปลี่ยนงานใหม่ที่ตรงกับความชอบ ความรัก และตรงกับความสามารถ รวมทั้งความฝันของตนเองด้วย

            แต่แท้จริงแล้ว การเลือกอาชีพ หรือ เลือกงานนั้น มีความหมายมากๆ สำหรับการดำเนินชีวิตและผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ตนเองเกิดความสนุก การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ผู้นั้นทำงานได้นานกว่าปกติ การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้น มีความอดทนต่อความล้มเหลวได้มากกว่าคนธรรมดา การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้นอดทนต่อการถูกด่าทอ อดทนต่อการดูถูก กว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย

              ดังนั้น จงเลือกงานที่ตนเองชอบ เราจะมีความสุข เราจะมีความสนุก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว









 

 

มึงสู้จริงหรือเปล่า(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


มึงสู้จริงหรือเปล่า

 โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



         ..........หากครั้งแรกคุณทำไม่สำเร็จก็ขอให้ พยายาม พยายาม และพยายาม ทำต่อไป.........

         ..........ความสำเร็จจะมีหรือไม่มี ก็ช่างหัวมัน แต่จง พยายาม พยายามและพยายาม ทำต่อไป......

                ดิเอโก มาราโดนา นักแตะระดับโลก ซึ่งได้รับฉายาว่า หัตถ์พระเจ้า เล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเขาต้องการเข้าสู่นักแตะอาชีพ เขาต้องทุ่มเทฝึกซ้อม ฝึกฝน การแตะบอลวันละไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง เป็นเวลาเกือบ 10 ปี สุดท้ายเขาเป็นนักฟุตบอลระดับโลก

              บิล เกตต์ เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำในสิ่งที่เขารัก เขาต้องยุ่งอยู่กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องมือไฟฟ้า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เขาต้องทนทำงานเหล่านี้ภายในโรงเก็บรถเก่าๆของพ่อเขา เขาใช้เวลาวันละไม่น้อยกว่า 9 ชั่วโมง ทุกๆวัน สุดท้ายเขาคือเจ้าพ่อคอมพิวเตอร์ระดับโลก

              เออเนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนรางวัลโนเบล เขาต้องทุ่มเทและใช้เวลาเขียนหนังสือทุกๆวัน เขาแทบจะไม่ได้ออกจากบ้านเลยเป็นเวลาหลายๆปี อีกทั้งเขาต้องใช้เวลาอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือทุกๆวันอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง งานเขียนช่วงแรกๆ เขาถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธ สุดท้ายเขาคือผู้ชนะ โดยได้รับรางวัลระดับโลก

              จิมมี เฮนดริกซ์ เขาได้รับยกย่องว่าเป็นนักกีตาร์มือดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขาต้องฝึกซ้อม ฝึกฝน การเล่นกีฬาของเขาตลอดเวลา ทุกๆวัน เป็นเวลาหลายปี โดยเขาต้องฝึกฝนไม่น้อยกว่า 9 ชั่วโมง ต่อวัน สุดท้าย เขาได้รับยกย่องในระดับโลก

             คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่มีเป้าหมาย รู้ว่าตนเองชอบอะไร แล้วเดินทางไปสู่เป้าหมาย อย่างไม่ลดละความพยายาม ตรงกันข้าม เขาจะฝึกฝน ฝึกซ้อม อย่างหนัก แต่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะโทษสิ่งต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่ง โทษดิน โทษฟ้า โทษอากาศ หรือ มีข้ออ้าง ข้อแก้ตัวต่างๆนาๆ เช่น ฉันมันไม่มีโอกาส ฉันไม่มีเงิน ฉันเป็นคนไม่มีชื่อเสียง ฉันมัน......ฯลฯ

             ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ ท่านจำเป็นจะต้องรู้จักตนเองอย่างแท้จริง ว่าตนเองต้องการอะไร ตนเองอยากที่จะเป็นอะไร แล้วจึงฝึกฝน ฝึกซ้อมตนเอง ตามเป้าหมาย ตามความฝัน ทุกๆวันอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องฝึกฝน ฝึกซ้อมเป็นเวลาหลายๆปี ท่านจึงจะเป็นที่หนึ่งในวงการนั้นๆ

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว
 หนังสือ ลาออกนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา





วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บุคคล: คุณธรรม จริยธรรม เสรีภาพกับความรับผิดชอบ(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


บุคคล: คุณธรรม จริยธรรม เสรีภาพกับความรับผิดชอบ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



              บุคคล : ตาม กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 กล่าวไว้ว่า มาตรา 15 สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็น ทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย

             คุณธรรม หมายถึง ตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตสถาน ( 2530 : 190 ) ได้ให้ความหมายของ คุณธรรมว่า คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดีหรือหน้าที่อันพึงมีอยู่ในตัว

           จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว มาจากคำ 2 คำคือ จริย กับธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์ คือ

            จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี จริยธรรม ตามพจนานุกรมในภาษาไทย

           จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ศีลธรรมอันดี เสรีภาพ ตามพจนานุกรม หมายถึง อำนาจทำอะไรได้ตามใจ, ความเป็นอิสระแก่ตัว ความรับผิดชอบ ตามพจนานุกรม หมายถึง ยอมรับผลทั้งที่ดีและไม่ดีในกิจการที่ตนได้ทำลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของตน

          เช่น สมุห์บัญชีรับผิดชอบเรื่องเกี่ยวกับการเงินรับเป็นภารธุระ คำ 5 คำข้างต้นนี้ มีความเกี่ยวพันกันอย่างมาก ในการดำรงชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน เนื่องจากโลกยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสาร ความขัดแย้ง ปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง คุณธรรม จริยธรรม บุคคลที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความสงบ ควรคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะหากว่า บุคคลใด ดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม บุคคลนั้น ก็จะได้รับการยกย่อง

           อีกทั้งเป็นแบบอย่างให้แก่คนในสังคม และอยู่รอดปลอดภัย ไกลคุก ไกลตะราง เสรีภาพ กับความรับผิดชอบ คำ 2 คำนี้ มีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก ในการดำรงชีวิตอยู่ภายในสังคม บุคคลในแต่ละสังคม แต่ละประเทศ บุคคลสามารถมีเสรีภาพ อิสระในการที่จะทำอะไรก็ได้

          ภายใต้กฏหมายของประเทศนั้นและสังคมนั้น อีกทั้งควรมีความรับผิดชอบ ทั้งดีและไม่ดีในสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปด้วย แต่ในยุคปัจจุบัน บุคคลและองค์กรต่างๆในหลายวงการ มีเสรีภาพมากขึ้น

         แต่ความรับผิดชอบกลับลดน้อยลง เช่น การใช้สื่อของบุคคล หรือ แม้แต่นักสื่อสารมวลชน เราต้องยอมรับกันว่า สื่อในยุคนี้มีมากมายให้เลือกและมีความง่ายต่อการเข้าถึง ปัจจุบันเรามี สื่อ TV ดาวเทียม สื่อวิทยุชุมชน โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ สื่อทางอินเตอร์เน็ต เป็นสื่อที่คนทั่วโลกนิยมใช้กัน บุคคลหรือสื่อมวลชนในยุคนี้ มักจะใช้สื่อทำลายศัตรูของตน

         โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีอำนาจหรือบุคคลโดยทั่วไป คนจน คนที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ แต่สำหรับผู้มีอำนาจทางการเมือง อำนาจทุน อำนาจรัฐ บุคคลหรือสื่อ มักงดเว้นหรือไม่กล้าที่จะไปตรวจสอบ

         โดยอ้างความรับผิดชอบที่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการตรวจสอบนั้น อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อหน้าที่การงานของตนเอง ความปลอดภัยในชีวิต ในทรัพย์สินของตนเอง ของครอบครัว เพราะบุคคลที่มีอำนาจ มักมีอิทธิพล มีเครือข่าย ที่จะตอบโต้ อีกทั้งสื่อมวลชนในยุคปัจจุบัน มีการนำเสนอข่าวที่มีการเลือกข้าง นำเสนอข่าวที่สร้างความขัดแย้ง และเข้าใจผิดให้แก่ผู้รับข่าวสาร หากใครอยู่ฝั่งเดียวกับตนก็จะชื่นชม แต่หากอยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็เลือกที่จะใช้วิธี สุมไฟใส่ฟืนให้เกิดการแตกแยกยิ่งขึ้น

            ดังนั้น สื่อควรรับผิดชอบต่อสังคม เพราะสื่อไม่ว่ารูปแบบใดจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ฉะนั้น สื่อสามารถนำพาสังคมไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าในทางบวกหรือทางลบ ไม่ว่าในทางสร้างสรรค์หรือทางทำลาย ไม่ว่าในทางแก้ไขปัญหาหรือการสร้างปัญหา โกง ช่วยชาติ

          จากการสำรวจโพลล์ของสำนักเอแบคในหัวข้อ ชีวิตที่พอเพียงกับความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนและประเด็นสำคัญอื่นๆของประเทศ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่า ร้อยละ 51.2 ยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชันได้ เพราะคิดว่าทุกรัฐบาลก็ทุจริตคอร์รัปชันเหมือนกัน ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

         อีกทั้ง ร้อยละ 84.5 มองว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติธรรมดในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ผลของการสำรวจ ยังระบุอีกว่าเยาวชนยอมรับรัฐบาลที่ฉ้อราฏร์บังหลวง เพียงขอให้ทำประโยชน์แก่ประเทศและให้พวกเขาได้รับประโยชน์ไปด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจที่

         มีงานสำรวจอีกชิ้นหนึ่งในปี 2552 ของสำนักข่าว AFP รายงานว่าสถาบันที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจหรือเพิร์ก ได้เผยแพร่รายงานประจำปี 2552 เกี่ยวกับการจัดอันดับการคอร์รัปชั่นในภูมิภาคเอเชีย 14 ประเทศ

         รวมถึงออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา การสำรวจความเห็นผู้บริหารชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในภูมิภาคดังกล่าว 1,700 คน ปรากฏว่าประเทศที่มี

         การคอร์รัปชันน้อยที่สุดในเอเชียอันดับ 1 ได้แก่  สิงคโปร์ ได้ 1.07 คะแนน อันดับ 2 ได้แก่ ฮ่องกง 1.89 คะแนน

อันดับ 3 ได้แก่ ออสเตรเลีย 2.40 คะแนน

อันดับ 4 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 2.89 คะแนน

และอันดับ 5 ได้แก่ ญี่ปุ่น 3.99 คะแนน

อันดับ 6 ได้แก่ เกาหลีใต้ 4.64 คะแนน

อันดับ 7 ได้แก่ มาเก๊า 5.84 คะแนน

อันดับ 8 ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน 6.16 คะแนน

อันดับ 9 ได้แก่ ไต้หวัน 6.47 คะแนน

อันดับ 10 ได้แก่ มาเลเซีย 6.70 คะแนน

อันดับ 11 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 7.0 คะแนน

อันดับ 12 ได้แก่ เวียดนาม 7.11 คะแนน

อันดับ 13 ได้แก่ อินเดีย 7.21 คะแนน

อันดับ 14 ได้แก่ กัมพูชา 7.25 คะแนน

อันดับ 15 ได้แก่ ประเทศไทย 7.63 คะแนน

และอันดับ 16 (อันดับสุดท้าย) ได้แก่ อินโดนีเซีย 8.32 คะแนน

        เราจะเห็นได้ว่า ชาวต่างชาติ รวมทั้งคนไทยเป็นจำนวนมาก ต่างก็รู้ว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีเป็นจำนวนมากในประเทศไทย และมีหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น วงการเมือง วงการราชการ วงการนักธุรกิจ

        ไม่เว้นแม้กระทั่ง วงการทางศาสนา ดังเราจะเห็นได้จากการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง การเรียกสินบน การเรียกผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีทุกภาค ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทย

        ซึ่งในความเห็นของกระผม การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องทำการแก้ไขทั้งระบบ อีกทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น มีลักษณะคล้ายเชือกที่เป็นปม อยู่หลายปม แก้ปมนี้ก็จะไปเจออีกปมหนึ่ง

        ดังนั้น บุคคล หากต้องการพบกับความสุข ความสงบ พบกับความเจริญ รุ่งเรือง ก้าวหน้าในชีวิต บุคคลนั้นควรยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมในการดำเนินชีวิต อีกทั้งควรดำรงชีวิตอย่างมีเสรีภาพไม่เกินขอบเขตของกฏหมายกำหนด รวมถึงควรรับผิดชอบในการกระทำของตนที่ดีและไม่ดี

    ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว





 

เขียนอย่างไรไม่ให้ละเมิด(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


เขียนอย่างไรไม่ให้ละเมิด

 โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


               ในอดีตใครที่เป็นนักเขียน เวลาจะลงผลงานให้คนอ่านนั้นยากมาก เพราะมีข้อจำกัดอย่างมากมาย เช่น เขียนเสร็จส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณา หากไม่ได้รับการพิจารณาก็ไม่รู้จะเอาผลงานเขียนไปเผยแพร่ที่ไหน ถ้าหากจะลงทุนพิมพ์เองก็มีต้นทุนที่แพงมากเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน

              แต่ในยุคปัจจุบัน นักเขียนทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น นักเขียนสามารถหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายโดยผ่านอินเตอร์เน็ต นักเขียนสามารถพิมพ์ได้สะดวกขึ้น พิมพ์ผิดก็แก้ไขได้อย่างง่ายดายโดยใช้เครื่องมือคือคอมพิวเตอร์ที่มาทดแทนการใช้พิมพ์ดีด และนักเขียนสามารถเผยแพร่งานเขียนได้อย่างง่ายดายโดยเฉพาะผ่านช่องทาง ทางอินเตอร์เน็ต เช่น ทาง Facebook , Blog , เว็บไซต์ ฯลฯ

              ดังเราจะเห็นได้จากยุคแรกๆ เว็ปไซต์พันทิพย์(pantip) ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยได้ไปเขียนกัน ในขณะเดี๋ยวกันก็มีคนอ่าน ต่อมาได้มี Blog ซึ่ง Blog นี้ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น สำหรับนักเขียน เพราะBlog แต่ละ Blog เป็นของตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้คนได้มีการฝึกฝนการเขียน ซึ่งทำให้เกิดนักเขียนขึ้นมาอย่างมากมาย เมื่อเราเข้าไปในร้านขายหนังสือเราก็จะพบเห็นผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ๆ หรือออกหนังสือเล่มแรก เป็นต้น

               สิ่งที่ตามมาก็คือ นักเขียนสร้างผลงานขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว ก่อให้เกิดชื่อเสียง รายได้ ตามมา แต่สิ่งที่เป็นอันตรายหรือผิดกฎหมายก็คือ นักเขียนบางคนที่ขาดจริยธรรม ขาดคุณธรรม ขาดจิตสำนึกก็จะไปละเมิดงานเขียนของผู้อื่น ก่อให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นมา

              ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดในการเขียนในได้แก่ การหมิ่นประมาท , การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, Hate Speech (วาจาที่สร้างความเกลียดชัง),การเขียนสื่อลามกเด็ก ,ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

                 การหมิ่นประมาท คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุถึงการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คือ บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองและมีสิทธิส่วนบุคคลตามกฏหมาย

              เช่นการได้รับการคุ้มครองจากการเขียนข้อมูลประเภทดูถูก/ดูหมิ่นทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงผ่านสื่อบนอินเทอร์เน็ต หรือโดยการเผยแพร่/ ปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล หรือการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

           Hate Speech (วาจาที่สร้างความเกลียดชัง) ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับสังคมที่มีการแตกแยก ดังประเทศไทยเราที่มีการแบ่งสีเสื้อต่างๆ หรือมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ซึ่งมักจะประดิษฐ์ถ้อยคำหรือวาทกรรมที่มีความดุเดือด รุนแรง เพื่อออกมาโจมตีกัน ทางด้านคำพูดและทางด้านการเขียน เช่นคำว่า "ไพร่", "สลิ่ม", "วิปริตทางเพศ" ฯลฯ

            การเขียนสื่อลามกเด็ก คือ การเขียนหรือใช้เอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย หรือรูปแบบอื่นๆ ซึ่งสื่อหรือแสดงให้รู้หรือเห็นถึงการกระทำทางเพศของเด็ก ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี (กำหนดอายุไม่เกิน 18 ปี เนื่องจากประเทศไทยต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ)

            ทรัพย์สินทางปัญญา คือ ผลงานที่ประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ รวมถึงการเขียน โดยเน้นการผลิตด้วยสติปัญญา ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธ์ ซึ่งกฏหมายลิขสิทธิ์ (Copyright)

              จะเกี่ยวข้องกับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานดังนี้ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ เป็นต้น

              ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ในยุคของสังคมอินเตอร์เน็ต เราสามารถทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ได้อย่างง่ายดายโดยบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตนเองทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ เช่น บางคนตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อแชร์ข้อมูลต่างๆ โดยการสแกนหนังสือขาย บางคนซื้อหนังสือ E-book มาได้แล้ว ก็เสนอขาย E-book ต่อซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาอย่างมากมาย จึงทำให้นักเขียนและนักลงทุน(สำนักพิมพ์)เสียหาย แล้วจึงเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นมา

 

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว




ความผิดฐาน หมิ่นประมาท(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


ความผิดฐาน หมิ่นประมาท

 โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



                 หากพูดถึง เรื่องความผิดฐาน หมิ่นประมาท แล้ว อาชีพที่ดูเหมือนจะต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับกฏหมายหมิ่นประมาท ส่วนมากจะเป็นผู้ที่ใช้ ปาก หรือ ปากกา หรือ อาชีพที่ใช้คำพูดและการเขียน เช่น นักการมือง , นักหนังสือพิมพ์ , สื่อมวลชน , บุคคลที่มีชื่อเสียง ฯลฯ

                สำหรับการดำเนินคดี ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ 2 วิธี คือ

1.ผู้เสียหายสามารถ แจ้งความ ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน แล้ว เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน ก็จะส่งเรื่องไปที่พนักงานอัยการ แล้วพนักงานอัยการ ก็จะเป็น โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลให้แก่ท่าน ซึ่งการดำเนินคดีวิธีนี้ อาจมีความล่าช้า เนื่องจากพนักงานสอบสวน และ พนักงานอัยการ อาจมีงานมาก อีกทั้ง บางคดี เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นไม่ตรงกันหรือแตกต่างกัน เช่น หลักฐานยังมีไม่มากพอ , การพูดหรือการเขียนยังขาดเจตนา , การตีความต่างกันว่าผู้ต้องหาผิดหรือไม่ผิด ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องคดีให้แก่ท่านได้ หรือ ท่านต้องการให้ฟ้องร้องหลายคดี หลายมาตรา แต่พนักงานอัยการ พิจารณาฟ้องเฉพาะบางข้อหา บางคดี หรือบางกระทง ไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาล ตามที่ท่านต้องการให้ฟ้องได้

2.ผู้เสียหายสามารถว่าจ้างทนายความฟ้องคดีต่อศาลเองได้ สำหรับผู้ที่มีเงิน มีฐานะ มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่จะเลือกวิธีนี้ เพราะผู้เสียหาย สามารถให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลได้ทุกข้อหา ทุกมาตรา ทุกกระทง ทนายความอาจยื่นฟ้องต่อศาลพร้อมๆกัน หลายคดี หลายท้องที่ หลายศาล ที่เกิดความผิดฐาน หมิ่นประมาท

                   โดยปกติคดีหมิ่นประมาท เป็นคดีที่ไม่ใหญ่โตมาก ไม่เหมือนคดีอาญาประเภท ยาเสพติดให้โทษ ฆ่ากันตาย แต่เป็นคดีที่ผู้เสียหายต้องการที่จะ รักษาชื่อเสียง เกียรติยศ หน้าตาของตนเอง โดยเฉพาะ นักการเมือง ดารา สื่อมวลชน

                    ฉะนั้น ก่อนจะที่พูดหรือเขียนอะไรลงไป พึงมีสติ ว่าคำพูดนั้น จะก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือไม่ และมีอีกหลายกรณี ที่ผู้พูดหรือผู้เขียน มีสติ จงใจ พูดหรือเขียน เนื่องจากความโกรธเคืองกัน การอาฆาตพยาบาท ซึ่งในการพุทธศาสนา สอนไว้ว่าควรให้ อภัยด้วยการแผ่เมตตา เพื่อลดโทสะ ไม่ให้พยาบาทต่อกัน

 ซึ่งกฏหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับการหมิ่นประมาทมีดังนี้

1.หมิ่นประมาททั่วไป(ม.326)

 2.ดูหมิ่น(ม.393)

 3.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ม.112,ม.133,ม.134)

 4.ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน(ม.136)

 5.ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา(ม.198)

 6.ละเมิคอำนาจศาล(ป.วิแพ่ง ม.30-33)

 7.หมิ่นประมาทผู้ตาย(ม.327)

 8.หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา(ม.328)

 9.ข้อยกเว้นไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท(ม.329,ม.330)

 10.ข้อยกเว้นไม่เป็นความผิดในการดำเนินคดีในศาล(ม.331)

 11.เอกสิทธิ์เด็ดขาดและไม่เด็ดขาด(รัฐธรรมนูญ มาตรา 130,มาตรา 135)

             ดังนั้น บุคคลที่ใช้ ปากหรือปากกา บุคคลที่ใช้ คำพูดหรือข้อเขียน ในการประกอบอาชีพ ควรที่จะศึกษากฏหมายหมิ่นประมาท โดยเฉพาะ อาชีพนักการเมืองซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ปากหรือคำพูด เพื่อใช้ในการปราศัย หาเสียงเลือกตั้ง หากเราลองสังเกตดู จากเวทีหาเสียงหรือเวทีการพูดทางการเมือง บางคนด่าคนอื่นจนสาดเสียเทเสีย ผู้ฟังสะใจ แต่ไม่เข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาท แต่บางคน พูดธรรมดาๆ แต่กลับโดนข้อหาหมิ่นประมาท

            เช่นกัน นักหนังสือพิมพ์ บางคน เขียนข้อความด่าผู้อื่น แต่ไม่เข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาท แต่นักหนังสือพิมพ์อีกคน ให้ข้อมูลพื้นๆ ทั่วๆไป แต่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท

               ฉะนั้น นักการเมือง จึงต้องมีศิลปะในการพูด เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าคุก นักหนังสือพิมพ์ก็เช่นกัน ควรมีศิลปะในการเขียน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าตะราง และที่สำคัญควรที่จะศึกษา กฏหมาย ความผิดฐาน หมิ่นประมาท เอาไว้ด้วย

    ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว




 

ความคิดสร้างสรรค์(โดยอดีตนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลพะเยา)


ความคิดสร้างสรรค์

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์



                  เมื่อพูดถึงเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทยเรา เรายังมีความคิดสร้างสรรค์กันน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอเมริกา ซึ่งมีนักคิดสร้างสรรค์และสามารถสร้างผลงานใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์แก่โลกของเรามากมาย                เช่น

            - โทมัส อัลวา เอดิสัน คิดค้น หลอดไฟฟ้าหลอดแรกของโลกได้ ซึ่งทำให้โลกของเรามีความ สว่างในเวลากลางคืน

             - สองพี่น้องตระกูลไรค์ คิดค้นเครื่องบินลำแรกของโลกได้สำเร็จ ซึ่งทำให้เราสามารถเดินทาง ข้ามทวีปได้อย่างง่ายดายกว่าในอดีต

             - ฟิโล เทย์เลอร์ ฟาร์นสเวิร์ธ ชาวอเมริกัน ผู้ที่คิดค้นโทรทัศน์เครื่องแรกของโลก

            - สตีฟ จอบส์ คิดค้นสินค้าตระกูล I ซึ่งทำให้เราได้ใช้สินค้าที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

           ความคิดสร้างสรรค์คืออะไร ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดสิ่งใหม่ๆ (Creative thinking) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่แตกต่างไปจากสิ่งที่มีอยู่เดิมและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ (New, Original) ใช้การได้ (Workable) และมีความเหมาะสม (Appropriate)

         เช่นกระผมปัจจุบันทำงานเป็นวิทยากรอิสระ หากว่ากระผมแก้ผ้าไปบรรยาย พวกเราคิดว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ไหม เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ กระผมขอตอบว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งใหม่ก็จริง แต่มีความไม่เหมาะสมและใช้ประโยชน์ไม่ได้

        เนื่องจากผิดมารยาททางสังคม จึงไม่ถือว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ ทำไมคนไทยเราถึงมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าสังคมอเมริกา อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ

     เช่น 1.สังคมไทยเป็นสังคมที่พึ่งพาผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสมากกว่าพึ่งพาตนเอง เช่น ลูกพึ่งพาพ่อแม่ถึงแม้ลูกจะ หางานทำมีงานทำแล้ว แต่ลูกบางคนยังขอเงินพ่อแม่อยู่ , ผู้น้อยพึ่งพาผู้ใหญ่ สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ เป็นสังคมที่มีเส้นมีสาย , สังคมไทยเมื่อมีปัญหามักจะพึ่งพาผู้มีอำนาจ ผู้ที่มีเงินมากกว่าที่จะระดมความคิดแก้ไขปัญหากันเอง

         2.ระบบการศึกษาของไทยมักสอนให้เด็กท่องจำมากกว่าสอนให้คิดเอง เมื่อตอนเด็กๆ เรามักได้ทำข้อสอบที่เป็นปรนัย( กขคง)มากกว่าข้อสอบอัตนัย(เขียนบรรยาย) เช่น เราเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับประเทศพม่าครั้งที่หนึ่งในสมัยของใคร ก.พระเจ้ามหาราช ข.พระเจ้าอู่เงิน ค.พระเจ้าอู่ทอง ง.ผิดหมดทุกข้อ แต่หากข้อสอบเป็นอัตนัย(เขียนบรรยาย) ก็จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้คิดมากขึ้น เช่น ท่านคิดว่าหากเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ ท่านมีวิธีใดที่จะไม่ทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่าในครั้งที่หนึ่ง

        3.คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่าตนเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของพรสวรรค์ มากกว่าพรแสวง เช่น เห็นนักวาดรูป ศิลปิน นักแต่งเพลง ฯลฯ คนไทยมักคิดว่าเราสร้างสรรค์งานเหล่านี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่แท้จริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถสร้างและพัฒนาได้ ฝึกฝนเรียนรู้ได้

      4.สังคมไทยเป็นสังคมที่กลัวความล้มเหลว เรามักได้ยินคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า ผิดเป็นครูแต่เรามักไม่ชอบในครูคนนี้สักเท่าไร แต่ตรงกันข้ามกับสังคมอเมริกาที่คนของเขากล้าที่จะล้มเหลว โดยไม่กลัวความล้มเหลว เนื่องจากคนของเขาคิดว่า ยิ่งล้มเหลวมาก ยิ่งประสบความสำเร็จมาก

       ดังเช่น บุคคลที่กระผมกล่าวในข้อความข้างต้น เอดิสัน กว่าจะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้สำเร็จซึ่งเป็นดวงแรกของโลกเขาต้องล้มเหลว นับพันๆครั้ง เป็นต้น ปัจจัยข้างต้นจึงเป็นที่มาของคนไทยที่ไม่ชอบคิดสร้างสรรค์ สินค้าใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ

       จึงไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยมากมาย แต่ตรงกันข้ามสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบลอกเลียนแบบ เช่น การลอกเลียนแบบ เพลง ภาพยนตร์ โดยการ Copy ขาย ฯลฯ ดังนั้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป

ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว